.jpg)
สัปดาห์ที่ผ่านมา ทองคำมีแรงส่งเชิงบวกสะสมขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงต้นสัปดาห์ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาดช่วยหนุนราคา แม้จะมีจังหวะที่ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้นมาฉุดราคาลงชั่วคราวก็ตาม
แรงส่งที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายโครงการ ซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล (buyback) ระยะกลางและระยะยาว ข่าวนี้ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (yield) ระยะยาวปรับตัวลงเล็กน้อย เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงตามไปด้วย และลด "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" ของการถือครองทองคำ (opportunity cost) นอกจากนี้ ความกังวลของตลาดต่อวินัยทางการคลังของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ยิ่งตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงด้านเครดิต (credit hedge)
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์นี้ มี 3 ปัจจัยหลักที่น่าจะกำหนดทิศทางถัดไปของทองคำ คือ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ตัวเลข Core PCE เดือนกรกฎาคม และสุนทรพจน์ของ Warsh ที่ Jackson Hole
จากกราฟรายวันของ XAUUSD ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่แล้ว โดยทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day Moving Average) บริเวณ 4,500 ดอลลาร์ และยืนเหนือระดับ 4,600 ดอลลาร์ได้สำเร็จ
ดัชนี RSI ขยับเข้าสู่โซนซื้อมากเกินไป (overbought) เหนือระดับ 70 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเห็นแรงขายทำกำไรระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสวนเทรนด์เพียงเพราะสัญญาณทางเทคนิค โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ควรทำด้วยความระมัดระวัง

ในระยะสั้น ระดับ 4,500 ดอลลาร์ เป็นแนวรับสำคัญที่ฝ่ายซื้อ (bulls) ต้องรักษาไว้ให้ได้ หากราคาหลุดต่ำกว่าระดับนี้ จะทำให้แนวรับถัดไปที่ 4,437 ดอลลาร์ (จุดสูงสุดของกรอบการเคลื่อนไหวช่วงเดือนสิงหาคม) กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง
ในทางกลับกัน หากแรงซื้อยังคงมีต่อเนื่อง แนวต้านที่ต้องจับตาถัดไปคือ 4,660 ดอลลาร์ หากราคาทะลุระดับนี้ได้อย่างชัดเจน จะเปิดทางไปสู่จุดสูงสุดของกลางเดือนพฤษภาคมที่ระดับใกล้ 4,770 ดอลลาร์ และโซน 4,890–4,900 ดอลลาร์ ตามลำดับ
หนึ่งในปัจจัยหลักที่ผลักดันการทะลุแนวต้านครั้งนี้ คือการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตัดสินใจขยายโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะกลาง-ยาว
การดำเนินการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าวส่งผลให้ yield ระยะยาวปรับตัวลงในระยะสั้น เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และเป็นแรงหนุนต่อสินทรัพย์อย่างทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนในตัว (non-yielding) และอ้างอิงกับเงินดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น yield ก็ดีดตัวกลับขึ้นมา ซึ่งสะท้อนว่าความกังวลของตลาดต่อสถานะการคลังระยะยาวของสหรัฐฯ ยังไม่ได้หายไปไหน
ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย การขาดดุลการคลังที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนกลุ่ม AI ขนาดใหญ่ที่แข่งขันแย่งชิงเงินทุนระยะยาวกับพันธบัตรรัฐบาล นักลงทุนในตลาดจึงกลับมาให้ความสำคัญกับคำถามเรื่องความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ อีกครั้ง
นัยสำคัญต่อทองคำในครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สมการง่ายๆ ที่ว่า "yield ลดลง = ดีต่อทองคำ" เท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เหตุการณ์การซื้อคืนพันธบัตรนี้อาจกำลังตอกย้ำความกังวลเชิงลึกในระยะยาวเกี่ยวกับวินัยทางการคลัง ความยั่งยืนของหนี้สาธารณะ และความน่าเชื่อถือของเงินดอลลาร์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เสริมบทบาทของทองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านเครดิต
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์กำลังร้อนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน
ทั้งทรัมป์และเบสเซนต์ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ มีแผนจะเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยเตือนว่าประเทศที่ให้การสนับสนุนอิหร่านอาจถูกคว่ำบาตร ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สถานะซื้อ (long position) ในตลาดดีเซลยุโรปก็ขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากอิหร่านตอบโต้และเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกจำกัด ราคาน้ำมันก็มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นไปอีก
สำหรับทองคำ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมีความเสี่ยงที่จะดึงมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยไปในเชิงคุมเข้ม (hawkish) มากขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงกดดันต่อการปรับตัวขึ้นของทองคำ แต่ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงภาวะ stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง) ก็อาจช่วยจำกัดขนาดของการปรับฐานได้เช่นกัน
ความตึงเครียดทางการค้าก็เป็นอีกประเด็นที่ควรจับตา หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาล่มลง วอชิงตันประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาในหลายรายการเพิ่มเติม และแคนาดาก็ส่งสัญญาณว่าจะตอบโต้กลับในลักษณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ อาจเพิ่มความไม่แน่นอนในตลาดโดยรวม และหนุนสถานะการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) ของทองคำ
ภาพรวมกว้างๆ ของตลาดยังคงเป็นแรงส่งเชิงบวกที่ปรับตัวดีขึ้น การเข้าซื้อของธนาคารกลางต่างๆ ยังคงเป็นปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง ขณะที่เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ความกังวลด้านการคลัง และความตึงเครียดทางการค้า ล้วนตอกย้ำความน่าดึงดูดของทองคำ ความเสี่ยงหลักต่อมุมมองขาขึ้นยังคงเป็นราคาพลังงาน หากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นและดึงคาดการณ์เงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยให้สูงตามไปด้วย ก็จะเป็นแรงกดดันต่อการปรับตัวขึ้นของทองคำ
สำหรับสัปดาห์นี้ มี 3 ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าทองคำจะยืนระดับปัจจุบันได้หรือไม่
เบสเซนต์มีกำหนดจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผน "การโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ" ต่ออิหร่าน หากมาตรการคว่ำบาตรที่ประกาศออกมากว้างขวางกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้น และการที่ yield ที่แท้จริง (real yield) ปรับตัวสูงขึ้นตามอาจกดดันทองคำ แต่หากการประกาศออกมาในลักษณะเป็นเพียงการแสดงจุดยืนมากกว่าแผนปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ตลาดน่าจะมองว่าเป็นเพียง "คำขู่ที่ไม่มีน้ำหนัก" ซึ่งอาจทำให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สะท้อนอยู่ในราคาคลี่คลายลง และเปิดพื้นที่หายใจให้ฝ่ายซื้อทองคำ
ตัวเลข Core PCE เดือนกรกฎาคมที่จะประกาศในวันพุธ จะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟด โดยตลาดคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้า ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากตัวเลขครั้งก่อน
หากตัวเลขออกมาร้อนแรงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ อาจทำให้ตลาดกลับมาประเมินความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนอีกครั้ง ซึ่งจะกดดันทองคำในระยะสั้น แต่หากเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ การคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก็น่าจะยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ทองคำแข็งแกร่งต่อเนื่อง
Warsh จะกล่าวสุนทรพจน์ในวันศุกร์ ก่อนการประชุม FOMC วันที่ 16 กันยายนเพียง 19 วัน ตลาดจะจับตาสัญญาณจากคำพูดของเขาในประเด็นเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และกรอบนโยบายการเงินอย่างใกล้ชิด
สถานการณ์ที่ Warsh ต้องเผชิญไม่ใช่เรื่องง่าย หากเขาไม่พูดถึงการปรับตัวขึ้นของ yield ระยะยาวเลย เงื่อนไขทางการเงิน (financial conditions) อาจตึงตัวมากขึ้นไปเองโดยอัตโนมัติ หากเขาส่งสัญญาณว่ายอมรับได้กับ yield ระยะยาวที่สูงขึ้น ก็เท่ากับมอบสิ่งที่ฝ่ายที่มองลบต่อพันธบัตร (bond bears) ต้องการพอดี แต่หากเขาหันไปใช้น้ำเสียงผ่อนคลาย (dovish) และพยายามพูดกดให้ yield ลดลง ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตั้งคำถามต่อความมุ่งมั่นของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อ และความน่าเชื่อถือของนโยบายโดยรวม
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดจากสุนทรพจน์ของ Warsh ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การตีความง่ายๆ ว่าเป็นเชิงคุมเข้มหรือผ่อนคลาย แต่อยู่ที่ว่าเขาจะบริหารจัดการความสมดุลระหว่างเงินเฟ้อ การจ้างงาน yield ระยะยาว และความน่าเชื่อถือของเฟดอย่างไร
ไม่ว่า Warsh จะส่งสัญญาณออกมาในทิศทางใด ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ และความกังวลของตลาดต่อความเสี่ยงที่นโยบายจะผิดพลาด (policy misstep) น่าจะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำต่อไป
เนื้อหาที่ให้ไว้ในที่นี้ไม่ได้จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระของการวิจัยการลงทุน และด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นการสื่อสารทางการตลาด แม้ว่าจะไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามใดๆ ในการจัดการก่อนการเผยแพร่การวิจัยการลงทุน แต่เราจะไม่แสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ก่อนที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าของเรา