.jpg)
ราคาทองคำเผชิญแรงขายอย่างหนักในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยปรับตัวลดลงประมาณ 4% และทำสถิติการลดลงรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน
เมื่อพิจารณากราฟรายวันของ XAUUSD พบว่าราคาทองคำหลุดกรอบการซื้อขายบริเวณ 4,100–4,200 ดอลลาร์ ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบนี้มาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน โดยราคาเคลื่อนไหวลงไปแตะบริเวณ 3,975 ดอลลาร์ในช่วงสั้น ๆ เมื่อวันศุกร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 3 เดือน การปิดตลาดรายสัปดาห์ต่ำกว่าระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มทางเทคนิคในระยะสั้นอ่อนแอลงอย่างชัดเจน

เนื่องจากระดับ 4,000 ดอลลาร์เป็นแนวรับทางจิตวิทยาสำคัญที่ก่อนหน้านี้เคยดึงดูดแรงซื้อในช่วงราคาปรับตัวลงหลายครั้ง ระดับดังกล่าวจึงกลายเป็นจุดสำคัญในการประเมินว่าราคาทองคำจะสามารถทรงตัวได้หรือไม่
หากราคาทองคำสามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว ระดับถัดไปที่ควรจับตาคือ 4,066 ดอลลาร์ และบริเวณ 4,100–4,110 ดอลลาร์ โดยราคาจำเป็นต้องทะลุแนวต้านบริเวณนี้ให้ได้ เพื่อช่วยลดแรงกดดันขาลงที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และอาจเปิดทางให้ราคาฟื้นตัวไปสู่ระดับ 4,200 ดอลลาร์
ในทางกลับกัน หากราคายังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ ควรจับตาระดับต่ำสุดของสัปดาห์ก่อนบริเวณ 3,975 ดอลลาร์ หากราคาหลุดระดับนี้อย่างชัดเจน อาจเปิดทางให้ลงไปทดสอบแนวรับบริเวณ 3,940–3,960 ดอลลาร์
เมื่อพิจารณาจากการปรับตัวลงอย่างรุนแรงของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา การปิดสถานะขายทำกำไร (Short Covering) หรือการฟื้นตัวทางเทคนิคจึงเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ราคายังไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านสำคัญได้อย่างมั่นคง ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าแนวโน้มขาลงสิ้นสุดลงแล้ว เพียงเพราะราคาปรับตัวลดลงมาอย่างมาก
หนึ่งในพัฒนาการที่น่าสนใจของตลาดทองคำในช่วงที่ผ่านมา คือความสัมพันธ์แบบผกผันระหว่างราคาทองคำกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลงจากรูปแบบที่มักพบโดยทั่วไป
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงตลอดช่วงอายุพันธบัตร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีลดลงต่ำกว่า 5% ตามปกติแล้ว อัตราผลตอบแทนที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำซึ่งไม่มีดอกเบี้ย จึงมักเป็นปัจจัยสนับสนุนราคา แต่ครั้งนี้ทองคำกลับไม่ได้รับแรงหนุน และยังปรับตัวลงอย่างรุนแรง
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ในระยะนี้ความต้องการสภาพคล่องและการปรับสถานะการลงทุนอาจมีอิทธิพลเหนือแรงสนับสนุนที่ทองคำควรได้รับจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง
ขณะที่ตลาดกำลังประเมินรูปแบบการจัดหาเงินทุน ขนาดการลงทุนด้านรายจ่ายฝ่ายทุน (Capital Expenditure) และโอกาสสร้างผลตอบแทนจากโครงสร้างพื้นฐาน AI หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ก็เผชิญแรงขายอย่างหนัก นักลงทุนบางส่วนอาจลดการถือครองทองคำเพื่อชดเชยผลขาดทุนจากสินทรัพย์อื่น เพิ่มเงินสดสำรอง หรือรับมือกับการเรียกหลักประกันเพิ่มเติม (Margin Call) ขณะเดียวกัน เงินทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงกลับไหลเข้าสู่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีสภาพคล่องสูง มากกว่าทองคำ
ดังนั้น การฟื้นตัวของราคาทองคำจะยั่งยืนหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ จะปรับตัวลดลงต่อไปหรือไม่เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าแรงขายในตลาดหุ้นจะเริ่มผ่อนคลายลงด้วยหรือไม่
นอกเหนือจากแรงขายเพื่อลดสถานะการลงทุนแล้ว ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาทองคำ
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา การโจมตีสถานีพลังงานในซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตี (Houthi) เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อุปทานพลังงานในตะวันออกกลางจะหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 เดือน
ตลาดกังวลว่าต้นทุนการขนส่งและการผลิตที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการมากขึ้น ทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ สถานการณ์นี้อาจบีบให้ Fed ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง หรืออาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อราคาทองคำ
ในสัปดาห์นี้ เทรดเดอร์ควรติดตามไม่เพียงแค่พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันด้วยว่าราคาจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไปหรือไม่ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานจะส่งผลต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของ Fed อย่างไร
โดยรวมแล้ว ราคาทองคำเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากแรงกดดันของราคาพลังงานที่สูงขึ้น ความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ย และการลดสถานะการลงทุนที่เกิดขึ้นหลังหุ้นเทคโนโลยีร่วงลงอย่างรุนแรง
แม้ปัจจัยสนับสนุนในระยะกลางถึงระยะยาว เช่น การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลาง ยังคงอยู่ แต่การฟื้นตัวของราคาทองคำอย่างต่อเนื่องน่าจะต้องอาศัยแรงกดดันด้านสภาพคล่องที่ลดลง ควบคู่กับทิศทางอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เอื้อต่อราคาทองคำมากขึ้น
การประชุม FOMC ในสัปดาห์นี้ การเปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาส 3 และเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ จะให้สัญญาณสำคัญว่าปัจจัยเหล่านี้จะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่สนับสนุนทองคำได้หรือไม่
Fed จะประกาศผลการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยในวันพุธ โดยตลาดส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การสื่อสารของนายวอร์ช (Warsh) ประธาน Fed ว่าจะส่งสัญญาณเกี่ยวกับการประชุมในเดือนธันวาคมและทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอย่างไร
หากวอร์ชเน้นย้ำถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์อาจกลับมาแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำอีกครั้ง
ในทางกลับกัน หากเขาให้ความสำคัญกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ความผันผวนในตลาดการเงิน และผลกระทบที่ยังคงเกิดขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ยก่อนหน้านี้ ก็อาจช่วยลดความคาดหวังต่อการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น และเปิดโอกาสให้ราคาทองคำฟื้นตัวได้
ในวันพฤหัสบดี การเปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาส 3 และข้อมูล PCE ของสหรัฐฯ จะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญต่อแนวทางนโยบายการเงินของ Fed
ตลาดคาดว่า GDP สหรัฐฯ ในไตรมาส 3 จะขยายตัวที่อัตรา 3.2% ต่อปี เมื่อปรับฤดูกาลและคำนวณเป็นรายไตรมาส เพิ่มขึ้นจาก 2.2% ในไตรมาส 2 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน PCE เดือนกันยายนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน จาก 0.2%
หากเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้อยังไม่ชะลอตัวลง ความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคมอาจเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ
ขณะเดียวกัน SK Hynix, Microsoft และ Alphabet มีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันพุธ ตามด้วย Samsung และ Amazon ในวันพฤหัสบดี โดยตลาดจะไม่ได้จับตาเพียงการเติบโตของรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความสามารถในการเปลี่ยนการลงทุนจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นกำไรและกระแสเงินสดที่ยั่งยืนด้วย
หากตลาดเผชิญแรงเทขายเพื่อลดสถานะการลงทุนระลอกใหญ่อีกครั้ง ราคาทองคำก็อาจได้รับผลกระทบจากแรงขายที่ลุกลามมาจากตลาดอื่นเพิ่มเติม ในทางกลับกัน หากผลประกอบการช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาเงินทุน และแรงกดดันด้านสภาพคล่องเริ่มลดลง ราคาทองคำก็อาจมีโอกาสได้รับประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงมากขึ้น
เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญเหล่านี้ยังรออยู่ข้างหน้า ราคาทองคำจึงมีแนวโน้มผันผวนต่อไป เทรดเดอร์ควรให้ความสำคัญกับการติดตามว่าการทะลุแนวรับหรือแนวต้านในช่วงประกาศข้อมูลสำคัญจะสามารถยืนราคาได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่
เนื้อหาที่ให้ไว้ในที่นี้ไม่ได้จัดทำขึ้นตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระของการวิจัยการลงทุน และด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นการสื่อสารทางการตลาด แม้ว่าจะไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามใดๆ ในการจัดการก่อนการเผยแพร่การวิจัยการลงทุน แต่เราจะไม่แสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ก่อนที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าของเรา